Stretch Film คืออะไร? วิธีเลือกฟิล์มยืดให้ประหยัดต้นทุนที่สุด

Stretch Film หรือฟิล์มยืด เป็นฟิล์มพลาสติกที่ใช้พันรอบสินค้าและพาเลทเพื่อช่วยรวมสินค้าให้เป็นโหลดเดียว เพิ่มความมั่นคงระหว่างจัดเก็บและขนส่ง จุดสำคัญในการเลือกฟิล์มจึงไม่ใช่การหาม้วนที่ “ราคาถูกที่สุด” หรือเลือกฟิล์มที่หนาที่สุด แต่ต้องดูว่าฟิล์มสามารถสร้างแรงรัดสินค้าได้เพียงพอ ใช้กับการพันมือหรือเครื่องจักร สามารถยืดได้เหมาะกับระบบ และใช้ฟิล์มจริงกี่กรัมต่อพาเลท หากฟิล์มที่ราคาต่อม้วนสูงกว่าแต่ใช้วัสดุน้อยลงและยังรักษา Load Stability ได้เท่าเดิม ต้นทุนต่อพาเลทอาจต่ำกว่าฟิล์มราคาถูกอย่างชัดเจน ดังนั้น วิธีเลือก Stretch Film ให้ประหยัดที่สุดคือการเปรียบเทียบ “ประสิทธิภาพหลังใช้งานจริง” ไม่ใช่เปรียบเทียบเฉพาะราคาและความหนาบนฉลาก

Stretch Film คืออะไร และทำไมจึงใช้กันมากในโรงงาน

Stretch Film หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลท หรือพลาสติกพันพาเลท เป็นฟิล์มที่มีความสามารถในการยืดและสร้างแรงรัดกลับเข้าสู่สินค้า จึงนิยมนำมาพันกล่อง ถุง หรือสินค้าที่จัดเรียงบนพาเลทก่อนเข้าสู่คลังและการขนส่ง

Dow อธิบายว่า Stretch Film เป็นฟิล์มพลาสติกที่มีความสามารถในการยืดสูง ใช้พันสินค้าเพื่อรวม Pallet Load และช่วยในการขนส่งสินค้า โดยสามารถปรับจำนวนการพันจนได้ระดับความมั่นคงของโหลดที่ต้องการ

วัสดุที่ใช้ในฟิล์มประเภทนี้มักเกี่ยวข้องกับ Polyethylene โดย Dow มี LLDPE หรือ Linear Low Density Polyethylene ที่ออกแบบมาสำหรับ Cast Stretch Film และ Industrial Pallet Wrap โดยเฉพาะ

ด้วยคุณสมบัติด้านความยืดหยุ่น ความเหนียว ความสามารถในการต้านการฉีกและการเจาะ ฟิล์มยืดจึงสามารถใช้กับสินค้าได้หลากหลาย ตั้งแต่กล่องสินค้าอุปโภคบริโภคไปจนถึงพาเลทอุตสาหกรรม

ฟิล์มยืดมีหน้าที่มากกว่าแค่พันสินค้าให้ติดกัน

การพัน Stretch Film ที่ถูกต้องควรช่วยสร้าง Load Containment หรือแรงที่ช่วยประคองสินค้าให้อยู่รวมกันระหว่างการเคลื่อนย้าย

Lantech อธิบายว่า Containment Force เป็นแรงรัดที่ช่วยยึด Pallet Load เข้าด้วยกัน และถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการลดความเสียหายของสินค้าระหว่างขนส่ง โดยควรวัดแรงในหลายตำแหน่ง เช่น ด้านบน ตรงกลาง และด้านล่างของพาเลท

ดังนั้น การพันให้ “แน่นมาก” ไม่ได้หมายความว่าดีกว่าเสมอไป เพราะสินค้าบางประเภท เช่น กล่องที่รับแรงกดได้น้อย อาจเสียรูปหากแรงรัดสูงเกินไป ขณะที่พาเลทหนักหรือสินค้าที่ไม่มั่นคงอาจต้องการแรงรัดและรูปแบบการพันมากขึ้น

เป้าหมายจึงควรเป็นการใช้ฟิล์มในปริมาณที่น้อยที่สุดเท่าที่เหมาะสม แต่ยังสร้างแรงรัดเพียงพอให้สินค้าปลอดภัยตลอด Supply Chain

Stretch Film แบบพันมือกับใช้เครื่อง ต่างกันอย่างไร

หนึ่งในเรื่องแรกที่ต้องรู้ก่อนเลือกฟิล์มคือจะนำไปใช้กับการพันมือหรือเครื่องพันพาเลท เพราะฟิล์มและรูปแบบการใช้งานของทั้งสองระบบไม่เหมือนกัน

ฟิล์มยืดสำหรับพันมือ

Hand Stretch Film เหมาะกับงานปริมาณไม่สูง พาเลทกระจายหลายพื้นที่ หรือหน้างานที่ยังไม่มีเครื่องพันพาเลท

ข้อดีคือเริ่มต้นง่ายและไม่ต้องลงทุนเครื่องจักร แต่ประสิทธิภาพการยืดและความสม่ำเสมอขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติงานมากกว่า โดยเฉพาะแรงดึง จำนวนรอบ และตำแหน่งที่พัน

หากพนักงานแต่ละคนพันไม่เหมือนกัน ปริมาณฟิล์มต่อพาเลทก็อาจแตกต่างกัน ทำให้ควบคุมต้นทุนและ Load Containment ได้ยากขึ้น

ฟิล์มยืดสำหรับเครื่องพันพาเลท

Machine Stretch Film ถูกเลือกให้เหมาะกับระบบ Film Delivery และ Pre-Stretch ของเครื่อง เพื่อควบคุมการยืดและการจ่ายฟิล์มอย่างสม่ำเสมอ

Lantech ระบุว่า Powered Pre-Stretch ใช้ลูกกลิ้งที่หมุนด้วยความเร็วต่างกันเพื่อยืดฟิล์มก่อนนำไปพันสินค้า ซึ่งช่วยเพิ่ม Yield ของฟิล์ม และในระบบที่เหมาะสมสามารถลดต้นทุนฟิล์มได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการพันที่แทบไม่มี Pre-Stretch

จึงไม่ควรนำฟิล์มที่ใช้พันมือไปใช้กับเครื่องโดยอัตโนมัติโดยไม่ตรวจสอบ Specification เพราะ Gauge, Stretch Capability และคุณสมบัติของฟิล์มต้องสัมพันธ์กับเครื่องด้วย

วิธีเลือก Stretch Film ให้ประหยัดต้นทุนที่สุด ต้องดู 4 เรื่อง

1. อย่าเลือกจากความหนาเพียงอย่างเดียว

ความเข้าใจที่พบได้บ่อยคือ ฟิล์มหนากว่าย่อมแข็งแรงกว่าและคุ้มกว่า แต่เทคโนโลยีฟิล์มปัจจุบันทำให้ฟิล์มที่บางลงสามารถให้ Performance สูงได้ หากโครงสร้างและวัตถุดิบถูกออกแบบอย่างเหมาะสม

Dow ระบุถึงแนวคิด Down-Gauging หรือการลดความหนาของฟิล์มโดยยังคงประสิทธิภาพที่ต้องการ ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้วัสดุได้ ขณะเดียวกัน Stretch Film คุณภาพสูงยังถูกพัฒนาให้มี Holding Force รวมถึง Tear และ Puncture Resistance ที่ดีขึ้น

เพราะฉะนั้น หากต้องเลือกระหว่างฟิล์มหนาแต่ใช้จำนวนมาก กับฟิล์มบางประสิทธิภาพสูงที่สามารถใช้ปริมาณน้อยกว่า ควรทดลองวัดผลจริงก่อนสรุปว่าแบบใดประหยัดกว่า

2. ดู Stretch หรือ Pre-Stretch ที่สามารถใช้งานได้จริง

เปอร์เซ็นต์การยืดมีผลโดยตรงต่อ Yield ของม้วนฟิล์ม

ตัวอย่างหลักการง่าย ๆ จาก Lantech คือ หากฟิล์มยาวเริ่มต้น 6,000 ฟุต เมื่อ Pre-Stretch 100% ความยาวที่เกิดจากการยืดจะเป็นประมาณ 12,000 ฟุต และที่ 200% จะเพิ่มเป็นประมาณ 18,000 ฟุต

แต่ไม่ได้หมายความว่าควรตั้งเปอร์เซ็นต์สูงที่สุดเสมอไป เพราะฟิล์มแต่ละเกรดและสินค้าบนพาเลทแต่ละแบบรองรับแรงได้ต่างกัน หากยืดจนฟิล์มสูญเสียประสิทธิภาพหรือขาดบ่อย ก็ไม่ได้ช่วยลดต้นทุนจริง

จึงต้องดู “Stretch ที่ใช้งานได้จริงบนสินค้า” มากกว่าตัวเลข Stretch สูงสุดใน Specification

3. เช็กความสามารถในการทนการเจาะและฉีก

พาเลทที่มีมุมกล่อง ขอบแข็ง หรือสินค้าที่ยื่นออกมา ต้องการฟิล์มที่รับแรงเฉพาะจุดได้ดี

หากเลือกฟิล์มบางเพื่อลดราคาแต่เกิด Film Break บ่อย พนักงานต้องหยุดพันใหม่ และต้องใช้ฟิล์มเพิ่ม ต้นทุนจริงอาจสูงขึ้น

Dow ระบุว่า LLDPE สำหรับ Stretch Film สามารถออกแบบให้มีคุณสมบัติด้าน Stretchability, Holding Force รวมถึง Tear และ Puncture Resistance ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของงานพันพาเลท

จึงควรทดลองกับพาเลทจริง โดยเฉพาะสินค้าที่มีเหลี่ยม ขอบ หรือรูปทรงไม่สม่ำเสมอ

4. เปรียบเทียบต้นทุนต่อพาเลท ไม่ใช่ราคาต่อม้วน

นี่คือจุดที่ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อเห็นต้นทุนจริงได้ชัดที่สุด

สมมติฟิล์ม A ราคาถูกกว่า แต่ใช้ 500 กรัมต่อพาเลท ขณะที่ฟิล์ม B ราคาแพงกว่าต่อกิโลกรัม แต่ด้วยการยืดและ Holding Force ที่ดีกว่าทำให้ใช้เพียง 300 กรัมต่อพาเลท การซื้อฟิล์ม B อาจสร้าง Cost per Pallet ต่ำกว่า

ดังนั้น ตัวเลขที่ควรเก็บคือ

ต้นทุนฟิล์มต่อพาเลท = ปริมาณฟิล์มที่ใช้จริงต่อพาเลท × ราคาฟิล์มต่อหน่วยน้ำหนัก

หากต้องการวิเคราะห์ให้ลึกขึ้น ควรดูจำนวนฟิล์มขาด เวลาที่ใช้พัน และความเสียหายของสินค้าระหว่างขนส่งร่วมด้วย เพราะฟิล์มราคาถูกแต่ทำให้สินค้าเสียหายมากขึ้นไม่ใช่การประหยัดต้นทุนที่แท้จริง

จำนวนรอบในการพัน ยิ่งเยอะยิ่งปลอดภัยจริงหรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป

Signode ระบุว่าจำนวนรอบในการพันควรถูกกำหนดจากความมั่นคงของโหลด ประสิทธิภาพการใช้วัสดุ และการปกป้องสินค้า โดยฟิล์มประสิทธิภาพสูงที่มี Elasticity และ Holding Force ที่เหมาะสมอาจใช้จำนวนรอบน้อยลงแต่ยังสร้าง Containment ตามที่ต้องการได้

ดังนั้น โรงงานที่ต้องการลดต้นทุนไม่ควรสั่งให้ “ลดรอบ” ทันที เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงด้าน Load Stability แต่ควรทดลองปรับ Film Type, Wrap Force และ Wrap Pattern แล้ววัดผลหลังพัน

บางโหลดอาจต้องเพิ่มรอบบริเวณฐานเพื่อยึดสินค้าเข้ากับพาเลท แต่ลดจำนวนรอบในบริเวณที่ไม่จำเป็นได้

นี่คือเหตุผลที่การกำหนด Wrap Pattern ตามสินค้าแต่ละประเภทมีประสิทธิภาพกว่าการตั้งโปรแกรมเดียวใช้กับทุก SKU

ฟิล์มบางลง ช่วยประหยัดได้จริงหรือไม่

ช่วยได้ หาก Performance หลังลดความหนายังคงเพียงพอ

แนวคิดที่เรียกว่า Downgauging คือการลดปริมาณวัสดุโดยใช้เทคโนโลยีฟิล์มหรือโครงสร้างวัสดุที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น Dow ระบุว่าฟิล์มที่มีศักยภาพด้าน Down-Gauging สามารถช่วยเพิ่ม Material Savings ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรลด Micron จากตัวเลขเพียงอย่างเดียว เช่น จาก 20 ไมครอนเหลือ 12 ไมครอน แล้วสรุปทันทีว่าจะประหยัด 40%

เพราะหากฟิล์มบางขึ้นจนต้องพันเพิ่มจาก 5 รอบเป็น 9 รอบ ปริมาณวัสดุที่ใช้จริงอาจไม่ได้ลดลงตามที่คิด

คำตอบจึงอยู่ที่ “กรัมต่อพาเลทหลังพันเสร็จ” มากกว่าความหนาของฟิล์มเพียงค่าเดียว

วิธีทดสอบ Stretch Film ก่อนเปลี่ยนทั้งโรงงาน

หากต้องการลดต้นทุนอย่างมีข้อมูล ควรเลือกพาเลทตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของงานจริง แล้วกำหนดเงื่อนไขให้เหมือนกัน เช่น น้ำหนักสินค้า ขนาดพาเลท เครื่องพัน ความเร็ว และ Wrap Pattern

จากนั้นเปรียบเทียบฟิล์มแต่ละเกรดด้วยปริมาณฟิล์มที่ใช้ต่อพาเลท จำนวนครั้งที่ฟิล์มขาด ความมั่นคงหลังพัน และสภาพสินค้าหลังการขนส่งจริง

Signode ระบุว่าการทำ Load Analysis และ Load Containment Testing สามารถช่วยตรวจสอบว่า Wrap Pattern และ Holding Force ที่ใช้อยู่เหมาะสมหรือควรปรับเพิ่มเติม

วิธีนี้ช่วยให้การเปลี่ยนฟิล์มเป็นการตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่จากความรู้สึกว่าฟิล์มตัวไหนดูหนาหรือเหนียวกว่าเมื่อจับด้วยมือ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Stretch Film

Stretch Film กับ Shrink Film เหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน Stretch Film ใช้คุณสมบัติการยืดและแรงรัดในการพันสินค้า โดยทั่วไปไม่ต้องใช้ความร้อนเพื่อให้ฟิล์มแนบกับสินค้า ส่วน Shrink Film ถูกออกแบบให้หดตัวเมื่อได้รับความร้อน จึงเป็นคนละกระบวนการและควรเลือกให้ตรงกับงาน

ไม่เสมอไป ควรดูความเหนียว การยืด Holding Force และความสามารถในการทนการเจาะร่วมกัน ฟิล์มบางประสิทธิภาพสูงอาจให้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมโดยใช้วัสดุน้อยกว่าได้

ควรตรวจสอบก่อน เพราะเครื่องพันแต่ละรุ่นมีระบบ Film Delivery และ Pre-Stretch ต่างกัน ฟิล์มสำหรับพันมือจึงไม่จำเป็นว่าจะให้ประสิทธิภาพที่เหมาะสมเมื่อนำมาใช้กับเครื่อง

ควรทดลองกับพาเลทจริงแล้ววัดปริมาณฟิล์มเป็นกรัมต่อพาเลท จากนั้นคำนวณ Cost per Pallet พร้อมตรวจสอบ Load Stability และความเสียหายระหว่างขนส่ง ไม่ควรตัดสินจากราคาต่อม้วนเพียงอย่างเดียว

ไม่ควรลดพร้อมกันโดยไม่มีการทดสอบ เพราะทั้งความหนา Stretch Ratio จำนวนรอบ และ Wrap Force มีผลต่อ Containment Force ควรปรับทีละตัวแปรและตรวจสอบผลกับสินค้าจริงก่อนนำไปใช้ทั้งสายการผลิต

สรุป เลือก Stretch Film ให้ประหยัด ต้องดูต้นทุนต่อพาเลท

การเลือก Stretch Film ที่คุ้มค่าไม่ใช่การแข่งขันหาฟิล์มที่บางที่สุด หนาที่สุด หรือราคาถูกที่สุด แต่คือการหาฟิล์มที่สามารถสร้างแรงรัดเหมาะสมกับสินค้าโดยใช้วัสดุให้น้อยลงอย่างปลอดภัย

ก่อนตัดสินใจ ควรพิจารณาว่าเป็นงานพันมือหรือใช้เครื่อง น้ำหนักและรูปทรงของพาเลทเป็นอย่างไร ต้องการ Holding Force ระดับใด ฟิล์มรองรับ Pre-Stretch ได้มากแค่ไหน มีความทนต่อการฉีกและเจาะเพียงพอหรือไม่ และสุดท้ายใช้ฟิล์มจริงกี่กรัมต่อพาเลท

แนวคิดนี้ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อเปลี่ยนจากการถามว่า “ม้วนนี้ราคาเท่าไร” เป็นคำถามที่สำคัญกว่า คือ “หนึ่งพาเลทใช้เงินค่าฟิล์มเท่าไร และยังรักษาสินค้าให้ปลอดภัยได้หรือไม่”

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับต้นทุนงานพันพาเลท วรกุลชัย (Worakulchai)มีผลิตภัณฑ์ฟิล์มยืดสำหรับงานอุตสาหกรรมหลายรูปแบบ ทั้งฟิล์มสำหรับพันมือ ฟิล์มสำหรับเครื่อง และกลุ่มฟิล์มที่พัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัสดุ โดยเว็บไซต์ของวรกุลชัยระบุว่าฟิล์มยืดถูกนำมาใช้เพื่อช่วยรัดสินค้าเข้ากับพาเลท ลดความเสียหายระหว่างจัดเก็บและขนส่ง และมีตัวเลือกตามลักษณะงานที่แตกต่างกัน

หากต้องการเลือกให้คุ้มในระยะยาว ควรนำข้อมูลขนาดและน้ำหนักพาเลท จำนวนพาเลทต่อวัน วิธีพันในปัจจุบัน รวมถึงรุ่นเครื่องพันพาเลทที่ใช้อยู่มาประเมินร่วมกัน เพื่อหา Stretch Film และรูปแบบการพันที่เหมาะกับสินค้า ก่อนพิจารณาจากราคาต่อม้วนเพียงอย่างเดียว

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์: 02-868-5870 ต่อ 5

ฝ่ายขาย: 080-976-6454

LINE Official: @worakulchai